ประสบการณ์ 10 เดือนในญี่ปุ่น
  ตลอดระยะเวลา 10 เดือนในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศญี่ปุ่น ผมคิดว่าผมได้ใช้เวลาระหว่างนั้น อย่างคุ้มค่า จากประสบการณ์หลายๆสิ่งทำให้ผมต้องเรียนรู้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง และก้าวเดินต่อไปแม้จะต้องเผชิญกับ ปัญหา หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งผมคิดว่าการมาอยู่ญี่ปุ่นครั้งถือได้ว่าเป็นการทดสอบตัวเองในหลายๆด้านเลยทีเดียว
  ช่วงแรกๆที่ไปถึงญี่ปุ่น ผมยังจำได้ว่ากลุ่มนักเรียนไทยเดินทางไปถึงทีหลังสุด ในขณะที่กลุ่มนักเรียนจากเกาหลี และออสเตรเลียนั้นมาถึงก่อน 3 สัปดาห์ พวกเราเลยไม่ได้มีโอกาสเรียนปรับพื้นฐานภาษาร่วมกับกลุ่มต่างชาติๆอื่น ผลก็คือ กลุ่มนักเรียนไทยโดนแบ่งห้องนักเรียนเพราะมาทีหลังสุด จะให้ไปเข้าเรียนกับกลุ่มที่มาก่อนคงจะไม่ได้  จากตรงนี้ทำให้พวกเรานั้นไม่ค่อยได้ทำความสนิทกับนักเรียนของเกาหลีและออสเตรเลียเท่าที่ควร  แต่หลังจากผ่านไป3-4 เดือน พวกเราก็รู้จักกันดีขึ้น คุยกันมากขึ้น มีไปเที่ยวกันบ้าง  ช่วงแรกๆผมคิดว่า เราพูด “ภาษาไทย” กันมากไปหน่อย เกาะกลุ่มกัน ทำให้กลุ่มอื่นๆเห็นว่าเราไม่พร้อมที่จะคุยด้วย มันขึ้นอยู่กับตัวเราที่จะกล้าพูดกับพวกเขาหรือเปล่า
  กลุ่มนักเรียนเกาหลีเป็นคนที่สร้างสีสันได้มาก ถึงแม้จะมีเพียงแค่สามคน แต่เรียกเสียงฮาได้มาก และมีอีกหลายๆเรื่องชวนตลก ทุกคนพูดญี่ปุ่นกันอย่างคล่อง สำเนียงอยู่ในระดับดี รู้สึกอิจฉาเหมือนกันกลุ่มนักเรียนออสเตรเลียเห็นจะมีจำนวนเยอะสุด ประมาณ 16 คนได้ ทุกคนกล้าพูดญี่ปุ่นกันหมด
 

   พอเข้าเดือนเมษายนก็เป็นการเข้าเรียนม.ปลายของญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมใหม่มากมายทั้งโรงเรียน เพื่อน ครู ล้วนใหม่ทั้งนั้น โรงเรียนที่ผมอยู่อาจจะดูเก่า คงเป็นเพราะโรงเรียนนั้นอยู่ใกล้ทะเล ทำให้ลมที่พัดมานั้นนำพาละอองน้ำจากทะเลมา เกิดการขึ้นสนิมของโครงสร้างตัวอาคารโรงเรียนพอสมควร ก็ได้เข้าเรียนตามปกติเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป ผมได้เข้าร่วมเรียนเรียนนักเรียนม.4 ของโรงเรียนแห่งนั้น และในบางครั้งก็ได้ไปเรียนภาษาอังกฤษของม.6 บ้าง ตลอดระยะเวลานั้นเขาเรียนอะไรเราก็ขอเรียนกับเขาด้วย ไม่ได้เลือกเรียนเพราะต้องการรู้ว่าญี่ปุ่นเขาเรียนอะไรกันบ้าง ช่วงแรกอาจจะสับสนอยู่บ้าง(เช่น วิชาประวัติศาสตร์โลก) แต่ก็ปรับตัวได้หลังๆ ดีอยู่อย่างหนึ่งที่ในห้องๆหนึงมีนักเรียนไม่เกิน 30 คน ไม่แออัดเกินไป  ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนม.4ที่ญี่ปุ่นกับไทยแล้ว ผมรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเรียนสบายกว่า มีงานไม่เยอะ แทบจะไม่มีรายงานใหญ่ๆหรือโครงงานแบบที่ทำกันอยู่ในเมืองไทย  มีสอบในห้องบ่อยพอสมควร
  สำหรับบรรยากาสในห้องเวลาเรียนนั้น ทุกคนตั้งใจเรียนกัน ตั้งใจฟัง ไม่คุยกันมาก (โต๊ะมันจะห่างกันหน่อยคงจะคุยกันลำบาก) ที่แปลกใจคือ นักเรียนชายกับนักเรียนหญิงจะดูไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกัน ไม่คุยด้วยกันมาก เท่าที่เห็นมาก่อนที่ผมจะกลับก็ยังไม่ค่อยพูดกันอยู่ดี ไม่เข้าหากัน  แต่เวลามีงานส่วนร่สมของห้องเช่นพวกงานกีฬาสี งานบุงกะไซ ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทำงานได้เข้าขา(ผู้ชายเชื่อฟังผู้หญิงสั่งงานมาก)

  ในช่วงพักกลางวัน นักโรงเรียนม.ปลายญี่ปุ่นจะนำข้าวกล่องมาจากบ้านมาทานกันช่วงนี้ก็จะจับเป็นกลุ่มกัน ช่วงแรกๆก็นั่งทานอยู่คนเดียว ไม่นานก็มีคนชวนไปร่วมวงด้วย บางครั้งผู้หญิงก็เข้ามาคุยแล้วก็ทานไปด้วย บางครั้งเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งแถวระเบียงที่ติดกับหน้าต่างของห้องเรียน คนญี่ปุ่นนั้นโดยส่วนมากแล้วเป็นคนที่เขิน ท่าทางขี้อาย ไม่ค่อยพูดด้วยตอนแรกๆ แต่เมื่อได้ลองเข้าไปคุยกัน ได้ทำความรู้จักมากขึ้นก็ได้พบว่าพวกเขาให้ความสนใจกับนักเรียนต่างชาติเป็นอย่างดี
 

  สำหรับทางครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่ผมได้ไปพักอาศัยนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นโฮสต์ไปจนถึงวันจบโครงการเพราะโดยปกติแล้ว เขาจะรับนักเรียนต่างชาติมาอยู่ด้วยเพียงแค่ประมาณ 1 เดือนหรือ 3 เดือน แต่ครอบครัวที่ผมได้นั้นรับผมไปเกือบ 10 เดือนด้วยกัน ผมคงบอกได้ว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ไม่เพียงแค่เท่านี้ เขายังรับนักเรียนต่างชาติถึง 2 คนในทีเดียว ถือเป็นเรื่องที่น่านับถือมาก เพราะพวกเขาดูแลพวกผมได้อย่างดี ให้ความอบอุ่นเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นอกจากนี้ จากการที่บ้านญี่ปุ่นมีขนาดเล็ก จำนวนห้องน้อย มันทำให้คนในครอบครัวรักใคร่กันดี อยู่อย่างอบอุ่น บรรยากาศมีแต่ความสนุกสนาน แต่เสียอยู่อย่างที่บ้านนี้อยู่ไกลจากโรงเรียนค่อนข้างมาก ต้องตื่นนอนแต่ ตีห้าครึ่ง(ไม่ต่างกันมาก เมื่อเทียบกับเมืองไทย แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้นถือเป็นเวลาที่เช้ามาก ) แม่โฮสต์ต้องตื่นเช้ายิ่งกว่าเพื่อทำอาหารเช้าและข้าวกล่องสำหรับนักเรียนต่างชาติถึงสองคน! และต้องทำแบบนี้ถึง 10 เดือน  ไม่รู้ว่าจะขอบคุณอย่างไรดี ผมก็ได้แค่ทำตัวให้ดี ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ครอบครัวนี้ มีงานอะไรที่สามารถทำได้ ก็ช่วยแบ่งเบาภาระไป เช่น การดูแลสัตว์เลี้ยง ล้างจาน เตรียมอาหารค่ำ
  ด้านความสัมพันธ์กับโฮสต์นั้น เป็นไปด้วยอย่างดี มีเพียงแค่อยู่ช่วงหนึ่งที่แม่โฮสต์ไม่พอใจในตัวผม สาเหตุนั้นมาจากการที่ผมได้พูดอะไรผิดแปลกไปกับแม่โฮสต์ เลยทำให้เขาโมโห ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้เหมือนกันว่าตัวเองพูดอะไรออก อาจเป็นคำไม่เหมาะสม ตรงนี้ผมก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน เพราะตัวเราเป็นนักเรียนต่างชาติ จะให้ใช้ภาษาญี่ปุ่นอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นเรื่องที่ยาก การเลือกคำมาใช้ต้องมีผิดมีถูก ภายหลังแม่เขาก็มาขอโทษที่โมโหกับตัวผม เขาบอกว่า เนื่องจากผมนั้นได้เคยอยู่ญี่ปุ่นและเข้าโรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 3 ปี เขาก็เลยคาดหวังในตัวผมว่าจะพูดญี่ปุ่นได้อย่างดี ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่  ปัญหาตรงนี้พ่อโฮสต์ก็ได้เข้ามาพูดช่วยอีกคน
  ส่วนใหญ่ในวันหยุดนั้น(เสาร์-อาทิตย์) โฮสต์จะพาไปทานข้าวนอกเป็นส่วนมาก จะไปร้านซูชิหมุนบ่อยหรือร้านโอโคโนมิยากิ  ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนไกล บางวันก็ทำบาร์บีคิวในสวนหลังบ้าน ถือว่าได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึง  บางวันผมก็ตามไปดูและช่วยงานของพ่อโฮสต์(เป็นงานแปะสติ๊กเกอร์) ช่วงก่อนกลับก็ได้ไปสวนสนุกหลายแห่งในคานากาว่า มีไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างแต่ก็ไปบ่อยนัก เนื่องด้วยเหตุที่ว่าบ้านไกล ไปไหนมาไหนต้องใช้เวลา
 

 
  ข้ามมาที่โรงเรียนกันบ้าง ความสนุกมากมายเกิดที่นี่ตลอดระยะเวลา 10 เดือน ได้พูดคุยกับเพื่อน เล่นอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ อย่างที่ได้บอกไปว่าโรงเรียนนั้นอยู่ติดทะเล ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร จากหน้าต่างจะมองเห็นทิวทัศน์ที่เยี่ยมมาก ในบางวันอาจจะเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิ  ช่วงเวลาเมษาฯ-กรกฎาคม จะเป็นช่วงที่อากาศดีมาก เมษายนนั้นดอกซากุระจะบานสะพรั่ง สิงหาฯ-กันยายน ค่อนข้างจะร้อนและโรงเรียนนี้ไม่มีพัดลมทำให้ร้อนยิ่งขึ้นไปอีก เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนจะเริ่มหนาว ต้องเริ่มใส่แขนยาวกันแล้ว คาร์ดิแกนจะพบได้มากในโรงเรียน และในเรียนม.ปลายทั่วญี่ปุ่นนิยมใส่กัน (บางโรงเรียนถือเป็นเรื่องผิดกฎโรงเรียน สำหรับโรงเรียนผมจะไม่เคร่งครัด)
  ทุกวันหลังเลิกเรียนผมจะเข้าคลับหรือชมรมที่ผมลงไว้ นั่นคือชมรมยิงธนูญี่ปุ่นหรือ Kyudo ช่วงเวลาที่ได้เข้าชมรมเป็นเวลาที่มีความสุขมาก จากตรงนี้ผมสร้างเพื่อนได้มากมายได้เจอเพื่อน เวลากลับก็กลับพร้อมกันเดินคุยไปเล่นไป จนได้เป็นกลุ่มเพื่อนใหญ่ บอกได้ว่าจะสนิทกับเพื่อนชุมนุมมากกว่าเพื่อนในห้องเรียนซะอีก ตัวชมรมก็มีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะผมได้ฝึกยิงญี่ปุ่นซึ่งหาเล่นในไทยไม่ได้ กีฬาชนิดนี้เป็นการฝึกฝนตัวเองโดยแท้จริง สมาธิผมก็เพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ผมตั้งใจซ้อมมาก ระยะเวลาซ้อมนั้นจะอยู่ช่วง 16.00-18.00 หลังจากที่เข้าชมรมมาได้ 2-3 เดือน ผมได้มีโอกาสไปแข่งขันกีฬาชนิดนี้ครั้งแรก เป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน เพราะได้ไปแข่งในฐานะตัวแทนของโรงเรียน(โรงเรียนญี่ปุ่นจะคัดนักกีฬาจากคนในชุมนุมนั้นๆเป็นตัวแทนของโรงเรียน ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด)
ตัวเราก็ตื่นเต้นจนทำไรไม่ถูก ผลการแข่งขันเลยออกมาไม่ดีมากนัก จากนั้นผมก็ได้มีโอกาสไปแข่งรายการอื่นๆอีก ได้ประสบการณ์มามากมาย ก่อนกลับผมสอบได้ดั้งแรกของคิวโดกลับมาพร้อมกับครูของชมรมได้มอบคันธนูและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ในการเล่น เลยมีความตั้งใจว่าจะหาที่เล่นกีฬาชนิดนี้และอยากเผยแพร่ให้เป็นที่นิยมในประเทศไทย
 

  แล้วชีวิตในญี่ปุ่นเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่ประสบเหตุอันตรายใดๆ ในชีวิตประจำวัน “การสื่อสาร” ไม่เป็นปัญหาสำหรับผม เนื่องจากมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นอยู่พอสมควร มีความต้องการอะไร ไม่ชอบใจอะไร สามารถสื่อสารได้รู้เรื่อง ทำให้ผมไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้  ด้านการเดินทางไปไหนมาไหนเป็นไปด้วยความสะดวกและปลอดภัย  ถ้าจะเดินออกไปซื้อของข้างนอก ตอนดึกๆ ก็ไม่ต้องกังวลที่จะเกิดเหตุร้าย  
ด้านการบริการนั้น ถือได้ว่าน่าถับถือคนญี่ปุ่นมาก พวกเขาให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกๆคน ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ใช้คำพูดที่สุภาพกับเราตลอด
พูดถึงอาหารญี่ปุ่น ผมคิดว่าทุกจานอร่อยหมด ถ้าจะเลือกทานอาหารไทยก็สามารถหาได้ทั่วไป เพราะร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยม
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในญี่ปุ่น มีความสวยงาม สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท คนญี่ปุ่นให้ความเคารพและดูแลธรรมชาติเป็นอย่างดี อยู่กันได้อย่างผสมกลมกลืน ทำให้ธรรมชาติ ป่าไม้ แม่น้ำ สรรพสิ่งรอบตัวนั้นอยู่คงทนได้ ไม่ถูกทำลายไป  
ระเบียบวินัย ข้อนี้คนญี่ปุ่นมีอยู่ในหัวใจทุกคน ที่ผมเขียนมา จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัย มีทุกอย่างครบครัน อยู่ได้อย่างเป็นสุข แต่ก็ไม่เสมอไป บางสิ่งบางอย่างก็ไม่สามารถปฎิบัติในชีวิตจริงได้ เพราะเราต่างมีสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกัน บางครั้งก็ต้องอดทนในสิ่งที่ไม่อยาก ไม่คุ้น แต่เพราะเราอยู่ในที่นั่น เหตุการณ์นั้นๆ เราจำเป็นต้องทำตาม “ไม่มีที่ไหนดีเท่าประเทศไทยครับ” แต่ประสบการณ์ที่ผมได้รับจากการที่ผมได้เข้าร่วมโครงการมากกว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเติบโตขึ้นและมีมุมมองที่กว่างขึ้นครับ
     
  ศิระ คำคล้าย
MJES #2